เรื่อง ระบุหนึ่งในช่องทางการระจายรายได้สู่คนจน แนะรัฐเก็บภาษีทรัพย์สิน 0.1-1%
หนุนรัฐมีรายได้เพิ่มนับแสนล้านเสนอตั้งบอร์ดพิจารณางบตั้งแต่ระดับชาติ-ระดับท้องถิ่น
- นักวิชาการแนะรัฐเก็บภาษีทรัพย์สินระบุเก็บ เพียง0.1-1.0%ของมูลค่าจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มนับแสนล้านบาทเป็นหนึ่งในช่องทางการกระจายรายได้สู่คนจนมากขึ้น พร้อมเสนอตั้งบอร์ดพิจารณางบประมาณตั้งแต่ระดับชาติถึงระดับท้องถิ่น โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม
- คณะทำงานการกระจายรายได้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้จัดสัมมนาเรื่อง"การคลังใหม่" โดยดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ประธานคณะทำงานการกระจายรายได้กล่าวว่าปัจจุบันสังคมไทยไม่ใช่สังคมเกษตรเหมือนอดีตแต่เป็นสังคมอุตสาหกรรม โดยประชากรที่เป็นลูกจ้างและแรงงานมากถึง17ล้านคนจากผู้ใช้แรงงานทั้งหมดแต่ภาครัฐกลับให้ความสำคัญน้อยในการนำมาคำนวณเป็นนโยบาย โดยเฉพาะการใช้นโยบายภาษีเพื่อยกระดับรายได้ และการมีหลักประกันทางสุขภาพ
- ขณะที่ปัจจุบันระบบทุนนิยมโลกเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนผัน โดยสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกกำลังมีปัญหาทำให้หลายธุรกิจขนาดใหญ่ลดจำนวนพนักงาน โดยภาครัฐใช้เงินภาษีประชาชนเพื่ออุ้มกลุ่มสถาบันการเงิน
- จากการสำรวจข้อมูลผู้ใช้แรงงานในไทยพบว่า60%มีรายได้ต่อหัวต่อเดือนเพียง5,200บาท แต่มีค่าใช้จ่าย 6,000บาท จึงต้องทำงานล่วงเวลา แรงงานเหล่านี้จะอยู่ได้อย่างไรเมื่อธุรกิจในต่างประเทศกำลังประสบปัญหาและทำให้กำลังซื้อลดลง
- "รัฐบาลจะเข้ามาดูแลส่วนนี้อย่างไรและถ้าเราไม่พูดถึงเรื่องขอคืนภาษี ปัญหาก็แก้ไขไม่ได้ ฉะนั้นแนวทางหลักต้องมีมาตรการภาษีใหม่ มีเครื่องมือกระจายรายได้และถึงเวลาที่ต้องให้มีมาตรการตรวจสอบการใช้จ่ายภาครัฐจากประชาชน" เขากล่าว
- ด้านดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หนึ่งในคณะทำงานการกระจายรายได้ กล่าวถึงข้อเสนอการปรับปรุงการเงินการคลังควบคู่กับการเมืองใหม่ว่า ปัจจุบันงบรายจ่ายมีข้อบกพร่อง ถูกจัดในลักษณะsupply sided กล่าวคือ เป็นงบประมาณฐานกรม โดยกรมฯต่างๆจะเป็นหน่วยงานรับงบประมาณ มีอำนาจผูกขาดแต่จะจัดสรรได้เหมาะสมและเป็นธรรมหรือไม่ ยังเป็นประเด็นที่น่าสงสัย ฉะนั้น ควรปรับเป็นลักษณะ demand sided เพิ่มขึ้น โดยเน้นกลุ่มประชาชนที่เป็นคนจนซึ่งปัจจุบันงบถูกจัดลงไปเพียงส่วนน้อย
- ทั้งนี้ ข้อเสนอการคลังใหม่ โดยในแง่การจัดสรรงบประมาณนั้น ควรมีงบทางเลือกซึ่งเกิดขึ้นในหลายประเทศ โดยควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมจัดสรรงบประมาณ เช่น ควรมีบอร์ดจัดสรรงบ 3 ระดับ ระดับแรก คือ บอร์ดนโยบายงบประมาณ มีตัวแทนจากหลายฝ่าย จากปัจจุบันผู้ที่พิจารณาเรื่องงบประมาณ คือ สำนักงบประมาณ ระดับ 2คือ บอร์ดงบประมาณจังหวัด โดยจัดให้มีประชาชนอยู่ในบอร์ด 40-50% ไม่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานและสุดท้าย คือ บอร์ดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วย
- ด้านภาษีต้องปฏิรูปภาษีและมีมาตรการถ่ายโอนรายได้ เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม โดยมีข้อเสนอแนะที่เฉพาะเจาะจงไปที่การจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน หากรัฐกำหนดให้จัดเก็บภาษีทรัพย์สิน 0.1-1.0%ของมูลค่าทรัพย์สิน สำหรับทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านบาท รัฐจะมีรายได้เกิน 1 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งมากพอจะทำนโยบายการคลังใหม่ๆในการช่วยเหลือคนจน
- นอกจากนี้การสร้างหลักประกันทางสุขภาพ ให้แก่ประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ เช่น เงินออม3%ของตลอดชีวิตการทำงานจะมีเงินออม1.7แสนบาท และรัฐสมทบให้เดือนละ120-150บาทต่อคนต่อเดือน จะทำให้ประชาชนมีเงินออมคนละ3.5แสนบาท เพียงพอที่จะใช้จ่ายจนถึงอายุ 80 ปี โดยมีต้นทุนทางการคลัง 4 หมื่นล้านบาท
- ในการสัมมนา ยังเสนอโครงการวิจัยเรื่อง นโยบายและมาตรการการคลังเพื่อความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ โดยผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งสรุปว่าหากรัฐปรับปรุงการจัดเก็บรายได้โดยกระจายภาระภาษีให้เป็นธรรมมากขึ้น และขยายทางเลือกประเภทภาษี เช่น ภาษีทรัพย์สิน ได้แก่ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และ ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีมรดก ภาษีกำไรจากการลงทุนในทรัพย์สิน ภาษีสิ่งแวดล้อม แม้จะทำให้การกระจายรายได้ดีขึ้นไม่มาก แต่ก็เป็นสัญญาณของการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้
- "ปัจจุบันโครงสร้างภาษีของไทย อิงภาษีทางอ้อมมากกว่า 50% ดังนั้น ภาระภาษีของคนจนจึงสูงกว่าคนรวยโดยเทียบรายได้ ส่งผลให้โครงสร้างภาษีของไทยมีลักษณะถดถอย หลักการ คือ การขยายฐานภาษีที่อิงกับทรัพย์สินหรือ ภาษีกำไรจากการลงทุนในทรัพย์สิน" ผศ.ดร.ดวงมณีกล่าว
ที่มา:หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ปีที่22 ฉบับที่ 7365 วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2551
คำถาม
1.เมื่อธุรกิจในต่างประเทศประสบปัญหาและกำลังซื้อลดลง มีแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาอย่างไรบ้าง
2.บอร์ดจัดสรรงบมีกี่ระดับ ได้แก่อะไรบ้าง
3.ปัจจุบันโครงสร้างภาษีของไทยอิงภาษีทางอ้อมส่งผลให้โครงสร้างภาษีของไทยมีลักษณะใดและลักษณะดังกล่าวมีหลักการอย่างไร