วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2551

กสิกรไทยคาดเฟดลดดอกเบี้ย0.5%ฟื้นศก.

จัดทำโดย นางสาววณิชชา ปรีชาเวชกุล คณะบัญชี เลขทะเบียน 48210223

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดประชุมเฟดนัดสุดท้ายปลายปีนี้ ลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.50% ฉุดดอกเบี้ยนโยบายหล่นมาใกล้ระดับ 0%

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงจะมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ลงอีกอย่างน้อย 0.50% ในการประชุมตามวาระปกติเป็นรอบสุดท้ายของปีในวันที่ 15-16 ธันวาคม 2551 ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ ขยับลงมาใกล้ 0%

โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า เป็นแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินทางด้านราคาของเฟดที่ค่อนข้างจะเต็มที่ แล้ว เพราะหลังจากนี้ เฟดคงเหลือพื้นที่จำกัดแล้วสำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก

ทั้งนี้ คาดว่าเฟดคงจะสานต่อการดำเนินนโยบายการเงินทางด้านปริมาณต่อไปอย่างต่อ เนื่อง ซึ่งรวมถึงการอัดฉีดสภาพคล่องด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่เฟดอาจจะ ดำเนินการเป็นลำดับถัดไป ขณะเดียวกัน ก็คงจะต้องติดตามประสิทธิผลของการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายดังกล่าว ควบคู่กันกับการใช้นโยบายการคลังที่ผ่อนคลายมากขึ้นจากทางการสหรัฐ โดยเฉพาะจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ นายบารัค โอบามา ในช่วงเดือนมกราคม 2552 ว่าจะสามารถช่วยให้ภาคธุรกิจเอกชนสหรัฐ มีการปรับโครงสร้างเพื่อความอยู่รอดและสามารถจะแข่งขันได้ในระยะยาว หรือว่าจะเป็นเพียงการต่อลมหายใจและประวิงเวลาก่อนที่จะกลายมาเป็นปัญหาอีก ครั้งในอนาคต

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า หลังจากที่ล่าสุดแผนการเข้าช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์ของสหรัฐไม่ผ่านการลง มติจากวุฒิสภาสหรัฐ ประกอบกับปัจจัยลบด้านการเมืองในประเทศที่ยังไม่ยุติ อาจทำให้ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ ยังคงมีน้ำหนักอยู่ต่อไปในช่วงปีข้างหน้า ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เองก็ได้ออกมาส่งสัญญาณแล้วว่าเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวติดลบ หรือหดตัวลงในบางไตรมาสของปี 2552 สอดคล้องกันกับการประเมินของกระทรวงการคลังก่อนหน้านี้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุอีกว่า จากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยดังกล่าว นโยบายอัตราดอกเบี้ยของทางการไทยก็ย่อมหลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องปรับตัวอยู่ใน ช่วงขาลงต่อไปเช่นเดียวกันกับนโยบายอัตราดอกเบี้ยของนานาประเทศทั่วโลก

แหล่งที่มา http://www.bangkokbiznews.com/2008/12/12/news_319794.php

คำถาม
1.คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงจะมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ลงอีกเท่าใด?

2.นโยบายทางการเงินที่เฟดอาจจะดำเนินการในลำดับถัดไปคือ?

3.จากการที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายในการลดอัตราดอกเบี้ยลง จะส่งผลให้นโยบายอัตราดอกเบี้ยของประเทศไทยเป็นอย่างไร?

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ธปท.ตั้งกรอบเงินเฟ้อปีหน้า 0.5-3%

จัดทำบทความโดย นายอนุสรณ์ มหิทธาฤทธิกร เลขทะเบียน 5001103023
คลัง เผย แบงก์ชาติส่งกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อพื้นฐานที่จะใช้กำหนดนโยบายการเงินปีหน้ามาแล้วอยู่ที่ระดับ 0.5-3% จากปีนี้ที่มีกรอบ 0.35% ระบุเป็นกรอบที่เหมาะสมพร้อมนำเสนอครม.ต่อไป
นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดย นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ได้ดำเนินการจัดทำกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ(Inflation Targetting)ที่จะมานำมาเป็นตัวกำหนดนโยบายทางการเงินในปี 2552 เป็นที่เรียบร้อยและได้รายงานต่อกระทรวงการคลังแล้ว โดยจะยังคงยึดอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน(Core Inflation) เป็นหลัก ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายในการขยายตัวอยู่ที่ 0.5-3% เป็นการขยายตัวในระดับที่ต่ำกว่าปี 2551 ที่กำหนดไว้ 0-3.5% ทั้งนี้ การกำหนดในระดับดังกล่าวเป็นดูแลไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวไปมากกว่านี้ ซึ่งตนได้เห็นชอบและเตรียมจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
“การที่แบงก์ชาติต้องขยับกรอบเงินเฟ้อพื้นฐานมาอีก 0.5% ให้พ้นจาก 0% ขึ้นมานั้น ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อทั่วไปติดลบ เพราะเงินเฟ้อเกี่ยวข้องกับระดับราคาสินค้า หากเงินเฟ้อเป็นศูนย์หมายถึงสินค้าไม่ขยายตัว แต่หากเงินเฟ้อติดลบก็เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และภาวะเงินฝืด แสดงว่าระดับสินค้าตกต่ำ ผลต่อเนื่องไปที่การจ้างงานก็ไม่เกิด ผู้คนก็จะไม่จับจ่าย จะรอซื้อสินค้าราคาตกอย่างเดียว ซึ่งไม่ควรจะเกิด” รักษาการ รมว.คลัง กล่าว
ทั้งนี้ สาเหตุที่ ธปท.ไม่ยึดอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) เป็นกรอบในการดำเนินนโยบายการเงินแทนการใช้เงินเฟื้อพื้นฐานนั้น เนื่องจากเงินเฟ้อทั่วไปจะนับรวมระดับราคาอาหาร และพลังงานเข้าไปด้วย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวมีความผันผวนสูง และจะส่งผลต่อการพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้ เพราะหากเงินเฟ้อสูงก็จะต้องพิมพ์ธนบัตรออกมาเป็นจำนวนมาก
สำหรับกรณีการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพื่อเป็นการช่วยผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) นั้น นางธาริษา ยืนยันว่า ธปท.ไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่กระทรวงการคลังทำหนังสือมายัง ธปท.เพื่อขอให้ดำเนินการ เนื่องจากที่ประชุมคณะกรรมการ ธปท.พิจารณาแล้วพบว่ากฎหมาย ธปท.ฉบับใหม่ ไม่อนุญาตให้ทำได้ กระทรวงการคลังจึงจำเป็นต้องหางบประมาณเพื่อดำเนินการเรื่องนี้เอง ซึ่งตนจะหารือกับ นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรีต่อไป
อย่างไรก็ตาม นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังก็ดำเนินการเร่งปล่อยกู้เอสเอ็มอีผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.)อยู่ ซึ่งแม้ว่าจะมีเงินทุนปล่อยได้น้อย แต่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.)ก็พยายามออกพันธบัตรเพื่อสนับสนุนปล่อยกู้ดังกล่าว โดยขณะนี้เรียกได้ว่าธพว.มีความสามารถในการปล่อยกู้เพียงพอ จึงขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเองว่าจะเข้ามาขอกู้หรือไม่
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของเดือนพฤศจิกายน 2551 โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 2.2 (Year-on-Year) ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 14 เดือน และยังคงชะลอลงต่อเนื่องจากร้อยละ 3.9 ในเดือนก่อนหน้า ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือนนี้อยู่ที่ร้อยละ 2.0 ชะลอลงจากร้อยละ 2.4 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งต่ำกว่าเพดานกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่ร้อยละ 0.0-3.5 ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 เนื่องจากราคาอาหารสดและพลังงานลดต่ำลงอย่างมาก
ทั้งนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของเดือนพฤศจิกายนเมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม (Month-on-Month) ลดลงถึงร้อยละ 1.2 โดยเป็นผลมาจากการปรับตัวลงของราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ และราคาหมวดข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง เป็นสำคัญ สำหรับในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2551 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 5.9 และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 2.5

1. ทำไม ธปท. ต้องขยับกรอบเงินเฟ้อพื้นฐานขึ้นมาอีก 0.5% ?
2. ทำไม ธปท. ไม่ยึดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเป็นกรอบในการดำเนินนโยบายทางการเงินแทนการใช้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ?
3. กระทรวงพาณิชย์ประกาศอัตราเงินเฟ้อของเดือนพฤศจิกายนไว้ที่ร้อยละเท่าไหร่ ?

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551

หลักธุรกิจ ใน เศรษฐกิจพอเพียง

จัดทำบทความโดย นางสาวชุติมา บุญเกิด
เลขทะเบียน 48210239 คณะบัญชี

หลักธุรกิจ ใน เศรษฐกิจพอเพียง ธุรกิจเป็นภาคที่มีความสำคัญ ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตหลักในระบบเศรษฐกิจ ไม่เพียงแต่ตัวเองที่สามารถเลือกว่าจะดำเนินธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่เท่านั้น แต่ธุรกิจยังมีความสามารถในการโน้มน้าวผู้บริโภคให้มีพฤติกรรมไปในทางที่พอเพียงหรือไม่พอเพียงได้อีกด้วย

ปัญหาของภาคธุรกิจที่ต้องการน้อมนำปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง มาปฏิบัติในขณะนี้ คือ การขาดทฤษฎีที่ได้รับการพิสูจน์และทดสอบยืนยันผลของการประยุกต์อย่างเป็นระบบ และสามารถนำไปปฏิบัติซ้ำได้สำเร็จ เช่น ในภาคเกษตรกรรม ที่มีรูปแบบของ “เกษตรทฤษฎีใหม่” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงคิดค้นขึ้นด้วยพระองค์เอง และได้ใช้พื้นที่ของมูลนิธิชัยพัฒนาทดลองจนแน่พระทัยว่าประสบผลสำเร็จ ทำให้มีสถานภาพเป็นทฤษฎีที่ได้รับการพิสูจน์และทดสอบแล้ว การแปลง "ปรัชญา" เศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็น "ทฤษฎี" ธุรกิจในแต่ละสาขา จึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นในภาคการผลิต ภาคการค้า หรือภาคการบริการต่างๆ

ด้วยเหตุที่ การดำเนินธุรกิจต่างมีเป้าหมายในการแสวงหากำไรสูงสุด แนวคิดเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง มิได้ขัดกับหลักการแสวงหากำไรสูงสุดในธุรกิจ แต่ว่า เศรษฐกิจพอเพียง มุ่งคำนึงถึงกำไรสูงสุดในทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Profit) มากกว่ากำไรสูงสุดในทางบัญชี (Accounting Profit) ซึ่งการพิจารณาที่ตัวกำไรทางเศรษฐศาสตร์ได้คำนึงถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสต่างๆ และส่วนเพิ่มมูลค่า (Value Added) ขององค์กรที่แท้จริง

การดำเนินธุรกิจตามแนว เศรษฐกิจพอเพียง จึงไม่ได้หมายความว่า ธุรกิจจะต้องลดกำไรลงหรือต้องลดกำลังการผลิตลง จึงจะเรียกว่าพอเพียง ทุกธุรกิจยังสามารถแสวงหากำไรสูงสุดได้ และต้องยังคงมุ่งหมายให้ได้มาซึ่งประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดในการผลิต เพื่อการพัฒนาก้าวหน้าขององค์กร เพียงแต่ว่าในกระบวนการนั้น ต้องทำให้เกิดการเบียดเบียนกันให้น้อยที่สุด ทั้งการเบียดเบียนตนเอง และการเบียดเบียนผู้อื่น

หลักการธุรกิจที่ถอดความได้ตามปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง จะเป็นไปในลักษณะประสานประโยชน์ซึ่งกันและกัน เข้าทำนอง “ได้ประโยชน์ตน แต่ไม่เสียประโยชน์ท่าน” ดัง พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2550 ที่ว่า “...ในเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง พอเพียงคืออะไร ไม่ใช่เพียงพอ คือว่า ไม่ได้หมายความว่า ให้ทำกำไรเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง ทำกำไรก็ทำ ถ้าเราทำกำไรได้ดี มันก็ดี แต่ว่าขอให้มันพอเพียง ถ้าท่านเอากำไรหน้าเลือดมากเกินไป มันไม่ใช่พอเพียง นักเศรษฐกิจเขาว่าพระเจ้าอยู่หัว นี่คิดอะไรแปลกๆ ก็แปลกสิ ขายไม่ให้ได้กำไร ซื้ออะไรไม่ขาดทุน เป็นเศรษฐกิจพอเพียง คือไม่ต้องหน้าเลือด แล้วไม่ใช่จะมีกำไรมากเกินไป หรือน้อยเกินไป ให้พอเพียง ไม่ใช่เรื่องของการค้าเท่านั้นเอง เป็นเรื่องของการพอเหมาะพอดี...”

ทั้งนี้ การสื่อสารเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง ในกลุ่มนักธุรกิจให้ได้ผลนั้น สิ่งสำคัญ คือผู้รับสารเองต้องพร้อมที่จะรับสารนั้นด้วย ซึ่งความพร้อมที่ว่านี้จะมาจาก 2 เงื่อนไข เงื่อนไขแรก คือ องค์กรหรือธุรกิจนั้นอาจกำลังประสบกับวิกฤติ มีปัญหาหนี้สิน หาทางออกไม่ได้ เศรษฐกิจพอเพียง จะช่วยตอบคำถาม หาทางออก และช่วยแก้ไขวิกฤติได้ ธุรกิจในกลุ่มนี้จะรับสารได้เร็ว เพราะต้องการแก้ไขสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ให้ดีขึ้น เรียกได้ว่า เห็นทุกข์ ก็เห็นธรรม

ขณะที่ธุรกิจอีกกลุ่มหนึ่งอาจจะเพลิดเพลินอยู่กับการค้าขาย ยังมีกำไร มีความสุขอยู่ และไม่จำเป็นต้องขวนขวายแนวทางใหม่ๆ ทำให้รับสารได้ยาก นักธุรกิจกลุ่มนี้จะต้องชี้ให้เห็นว่าหากทำธุรกิจโดยประมาทเช่นนี้ต่อไป วันหนึ่งข้างหน้าอาจจะไม่ยั่งยืน อาจจะต้องเจอกับวิกฤติ เนื่องจากขาดภูมิคุ้มกันทางธุรกิจที่ดีพอ ซึ่งหากผู้ประกอบการในช่วงปี 2540 ได้รับรู้ ปฏิบัติตนและดำเนินธุรกิจตามปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง ธุรกิจก็อาจไม่เจอกับวิกฤติจนถึงขั้นต้องปิดกิจการ ฉะนั้นถ้าผู้รับสารพร้อมที่จะรับ คนที่สื่อสารก็พร้อมที่จะส่งสารได้อย่างถูกต้อง ก็จะเกิดประโยชน์สูงสุด

ปัญหาใหญ่ในการทำความเข้าใจปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง ในหมู่นักธุรกิจนั้น คือ การศึกษาทำความเข้าใจอย่างลวกๆ ผิวเผิน แล้วด่วนตีความไปตามกรอบคิดและประสบการณ์ของตนเอง เช่น คิดว่า เศรษฐกิจเพียง ก็คือการประหยัด ไม่เป็นหนี้ หรือ เศรษฐกิจพอเพียง คือการที่อยู่อย่างสันโดษไม่ยุ่งกับใคร หรือเหมาะกับเกษตรกรมากกว่านักธุรกิจ หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือ การยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ ใช้เป็นเหตุผลที่ไม่ต้องทำอะไรไปมากกว่านี้ ซึ่งทั้งหลายที่กล่าวมานั้นเป็นการด่วนสรุปอย่างเข้าใจผิดทั้งหมด

นอกจากนั้น การตีความที่เป็นอุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ นักธุรกิจส่วนใหญ่จะมีลักษณะที่เรียกว่าน้ำเต็มแก้ว มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ทั้งจากความสำเร็จในธุรกิจที่ทำและจากการเป็นที่ยอมรับในวงสังคม หากนักธุรกิจเหล่านี้เปิดใจกว้างเพื่อทำความเข้าใจกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง ก็จะพบว่าเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ขัดกับเรื่องของทุนนิยม ไม่ได้ขัดกับเรื่องของธุรกิจที่ต้องแสวงหากำไร ไม่ได้ห้ามการเป็นหนี้ และ เศรษฐกิจพอเพียง ก็จำเป็นจะต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น ไม่ใช่การอยู่คนเดียว ข้อเท็จจริงเหล่านี้ จะค้นพบได้ก็ต่อเมื่อเปิดใจเรียนรู้อย่างไม่เอนเอียง

คำถาม

1.แนวคิดเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง มุ่งคำนึงถึงกำไรสูงสุดในด้านใด

2.ปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง ในลักษณะสานประโยชน์ซึ่งกันและกัน เข้าทำนองใด

3.การสื่อสารเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีความพร้อมที่ว่านี้มาจากกี่เงื่อนไข

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ระบุหนึ่งในช่องทางกระจายรายได้สู่คนจน

จัดทำบทความโดย นางสาวกชพร ภู่อนุสรณ์ชัย เลขทะเบียน 48210246
เรื่อง ระบุหนึ่งในช่องทางการระจายรายได้สู่คนจน แนะรัฐเก็บภาษีทรัพย์สิน 0.1-1%
หนุนรัฐมีรายได้เพิ่มนับแสนล้านเสนอตั้งบอร์ดพิจารณางบตั้งแต่ระดับชาติ-ระดับท้องถิ่น
  • นักวิชาการแนะรัฐเก็บภาษีทรัพย์สินระบุเก็บ เพียง0.1-1.0%ของมูลค่าจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มนับแสนล้านบาทเป็นหนึ่งในช่องทางการกระจายรายได้สู่คนจนมากขึ้น พร้อมเสนอตั้งบอร์ดพิจารณางบประมาณตั้งแต่ระดับชาติถึงระดับท้องถิ่น โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม
  • คณะทำงานการกระจายรายได้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้จัดสัมมนาเรื่อง"การคลังใหม่" โดยดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ประธานคณะทำงานการกระจายรายได้กล่าวว่าปัจจุบันสังคมไทยไม่ใช่สังคมเกษตรเหมือนอดีตแต่เป็นสังคมอุตสาหกรรม โดยประชากรที่เป็นลูกจ้างและแรงงานมากถึง17ล้านคนจากผู้ใช้แรงงานทั้งหมดแต่ภาครัฐกลับให้ความสำคัญน้อยในการนำมาคำนวณเป็นนโยบาย โดยเฉพาะการใช้นโยบายภาษีเพื่อยกระดับรายได้ และการมีหลักประกันทางสุขภาพ
  • ขณะที่ปัจจุบันระบบทุนนิยมโลกเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนผัน โดยสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกกำลังมีปัญหาทำให้หลายธุรกิจขนาดใหญ่ลดจำนวนพนักงาน โดยภาครัฐใช้เงินภาษีประชาชนเพื่ออุ้มกลุ่มสถาบันการเงิน
  • จากการสำรวจข้อมูลผู้ใช้แรงงานในไทยพบว่า60%มีรายได้ต่อหัวต่อเดือนเพียง5,200บาท แต่มีค่าใช้จ่าย 6,000บาท จึงต้องทำงานล่วงเวลา แรงงานเหล่านี้จะอยู่ได้อย่างไรเมื่อธุรกิจในต่างประเทศกำลังประสบปัญหาและทำให้กำลังซื้อลดลง
  • "รัฐบาลจะเข้ามาดูแลส่วนนี้อย่างไรและถ้าเราไม่พูดถึงเรื่องขอคืนภาษี ปัญหาก็แก้ไขไม่ได้ ฉะนั้นแนวทางหลักต้องมีมาตรการภาษีใหม่ มีเครื่องมือกระจายรายได้และถึงเวลาที่ต้องให้มีมาตรการตรวจสอบการใช้จ่ายภาครัฐจากประชาชน" เขากล่าว
  • ด้านดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หนึ่งในคณะทำงานการกระจายรายได้ กล่าวถึงข้อเสนอการปรับปรุงการเงินการคลังควบคู่กับการเมืองใหม่ว่า ปัจจุบันงบรายจ่ายมีข้อบกพร่อง ถูกจัดในลักษณะsupply sided กล่าวคือ เป็นงบประมาณฐานกรม โดยกรมฯต่างๆจะเป็นหน่วยงานรับงบประมาณ มีอำนาจผูกขาดแต่จะจัดสรรได้เหมาะสมและเป็นธรรมหรือไม่ ยังเป็นประเด็นที่น่าสงสัย ฉะนั้น ควรปรับเป็นลักษณะ demand sided เพิ่มขึ้น โดยเน้นกลุ่มประชาชนที่เป็นคนจนซึ่งปัจจุบันงบถูกจัดลงไปเพียงส่วนน้อย
  • ทั้งนี้ ข้อเสนอการคลังใหม่ โดยในแง่การจัดสรรงบประมาณนั้น ควรมีงบทางเลือกซึ่งเกิดขึ้นในหลายประเทศ โดยควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมจัดสรรงบประมาณ เช่น ควรมีบอร์ดจัดสรรงบ 3 ระดับ ระดับแรก คือ บอร์ดนโยบายงบประมาณ มีตัวแทนจากหลายฝ่าย จากปัจจุบันผู้ที่พิจารณาเรื่องงบประมาณ คือ สำนักงบประมาณ ระดับ 2คือ บอร์ดงบประมาณจังหวัด โดยจัดให้มีประชาชนอยู่ในบอร์ด 40-50% ไม่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานและสุดท้าย คือ บอร์ดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วย
  • ด้านภาษีต้องปฏิรูปภาษีและมีมาตรการถ่ายโอนรายได้ เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม โดยมีข้อเสนอแนะที่เฉพาะเจาะจงไปที่การจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน หากรัฐกำหนดให้จัดเก็บภาษีทรัพย์สิน 0.1-1.0%ของมูลค่าทรัพย์สิน สำหรับทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านบาท รัฐจะมีรายได้เกิน 1 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งมากพอจะทำนโยบายการคลังใหม่ๆในการช่วยเหลือคนจน
  • นอกจากนี้การสร้างหลักประกันทางสุขภาพ ให้แก่ประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ เช่น เงินออม3%ของตลอดชีวิตการทำงานจะมีเงินออม1.7แสนบาท และรัฐสมทบให้เดือนละ120-150บาทต่อคนต่อเดือน จะทำให้ประชาชนมีเงินออมคนละ3.5แสนบาท เพียงพอที่จะใช้จ่ายจนถึงอายุ 80 ปี โดยมีต้นทุนทางการคลัง 4 หมื่นล้านบาท
  • ในการสัมมนา ยังเสนอโครงการวิจัยเรื่อง นโยบายและมาตรการการคลังเพื่อความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ โดยผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งสรุปว่าหากรัฐปรับปรุงการจัดเก็บรายได้โดยกระจายภาระภาษีให้เป็นธรรมมากขึ้น และขยายทางเลือกประเภทภาษี เช่น ภาษีทรัพย์สิน ได้แก่ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และ ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีมรดก ภาษีกำไรจากการลงทุนในทรัพย์สิน ภาษีสิ่งแวดล้อม แม้จะทำให้การกระจายรายได้ดีขึ้นไม่มาก แต่ก็เป็นสัญญาณของการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้
  • "ปัจจุบันโครงสร้างภาษีของไทย อิงภาษีทางอ้อมมากกว่า 50% ดังนั้น ภาระภาษีของคนจนจึงสูงกว่าคนรวยโดยเทียบรายได้ ส่งผลให้โครงสร้างภาษีของไทยมีลักษณะถดถอย หลักการ คือ การขยายฐานภาษีที่อิงกับทรัพย์สินหรือ ภาษีกำไรจากการลงทุนในทรัพย์สิน" ผศ.ดร.ดวงมณีกล่าว
ที่มา:หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ปีที่22 ฉบับที่ 7365 วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2551
คำถาม
1.เมื่อธุรกิจในต่างประเทศประสบปัญหาและกำลังซื้อลดลง มีแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาอย่างไรบ้าง
2.บอร์ดจัดสรรงบมีกี่ระดับ ได้แก่อะไรบ้าง
3.ปัจจุบันโครงสร้างภาษีของไทยอิงภาษีทางอ้อมส่งผลให้โครงสร้างภาษีของไทยมีลักษณะใดและลักษณะดังกล่าวมีหลักการอย่างไร